ตะกร้าสินค้า

ไม่พบสินค้าในรถเข็น

ซีสต์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

ขึ้นชื่อว่าไขมันอิ่มตัวใช่ว่าจะเลวไปหมด ไขมันไม่อิ่มตัวใช่ว่าดีทุกราย ! หากอิ่มตัวแต่สายโซ่ (Chain–จำนวนคาร์บอนอะตอมในโมเลกุล) สั้นถึงปานกลาง (ไม่เกิน 12 คาร์บอนอะตอมในสายโมเลกุล) ก็ยังใช้งานได้ดี ร่างกายต้องการมาก ช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญ ไม่ถูกเติมออกซิเจนได้อีก

หากไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวแล้วสายยาวๆ พอถูกความร้อน / สันดาป (Oxidation เติมออกซิเจนเข้าไปใน Chain) ก็กลายเป็นอิ่มตัวสายโซ่ยาวทันที อีกทั้ง ออกซิเจนใหม่ อาจจับผิดธรรมชาติ เกิดเป็นรูปแบบที่เรียก ไขมันทรานส์ (trans fat)

ดังนั้นที่ไม่ดีจริงคือ ไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุลยาวกับไม่อิ่มตัวจุดเดียวสายโมเลกุลยาว (Monounsaturated fatty acid – MUFA) แล้วถูกนำไปปรุงร้อน

ข้อเสียที่ชัดเจน คือ เมื่อร่างกายนำไปสร้างผนังเซลล์ หรือผิวภายในของอวัยวะ (membrane) แล้ว จะมีความกระด้าง สารอาหารซึมผ่านไม่ได้ (กลูโคสที่อินซูลินพามาสู่เซลล์ก็ผ่านลำบาก) ของเสียภายในเซลล์ซึมออกไม่ได้

ตัวที่ดี คือ ไขมันอิ่มตัวสายโซ่สั้นหรือกลางๆ เช่น กะทิ น้ำมันมะพร้าว กับไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated fatty acid – PUFA) โดยเฉพาะ n3 – PUFA จากปลา คือ EPA กับ DHA

ส่วน n6 นั้นปกติร่างกายได้รับมากอยู่แล้ว หากเพิ่มเข้าไปอีก รังแต่จะไปเพิ่มสัดส่วน n3:n6 ให้เกิน 1:4 (อาหารปัจจุบันมักให้สัดส่วน n3:n6 = 1:20) อันเป็นเหตุแห่งการอักเสบของเนื้อเยื่อ เช่น ข้ออักเสบเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ

การที่มี n3 – PUFA (เช่น น้ำมันปลา) ไม่เพียงพอ จึงทำให้ผนังเซลล์กระด้าง ผิวเยื่อบุภายในของอวัยวะต่างๆ หนาเหนียว ของเหลวไม่ซึมผ่าน (ออกก็ไม่ได้) เป็นเหตุหนึ่งของการเกิดซีสต์ ทำนองเดียวกับการอุดตันของต่อมไขมัน ปิดทางออกของสารที่สร้างอยู่ภายใน กลายเป็นคอมิโดนของสิว

อีกสาเหตุสำคัญของการเกิด Cyst ก็คือ trans fat หรือ trans oil

trans แปลว่า เปลี่ยนแปลง คือ เปลี่ยนมาจาก Cis

Cis oil หมายถึง น้ำมันที่เป็นรูปแบบโครงสร้างเดิมตามธรรมชาติ

Trans คือ Cis form ที่ปรับเปลี่ยนบิดงอ กลับข้างกัน เหมือนแขนขาขวาบิดไปอยู่ซีกซ้าย แขนขาซ้ายบิดไปอยู่ซีกขวา…ส่องกระจกหรือจับมาชั่งน้ำหนักแยกส่วน ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่เป็นการผิดรูปที่ทำงานไม่ได้  กินเข้าไปร่างกายก็ไม่รู้จัก นำไปย่อยสลายหรือใช้งานไม่ได้

น้ำมันทั่วไปนั้นเค้าละลายกันที่ 13°C แต่เจ้า trans fat นั้นต้องละลายตัวที่ 44°C ในขณะที่อุณหภูมิปกติของร่างกาย คือ 37°C

Trans oil ที่กินเข้าสู่ร่างกาย จึงล่องลอยไปตามกระแสเลือด แล้วแต่ว่าจะหลุดลอดจอดลง ณ ที่ใด

นอกเหนือจากถูกกักตัวไว้ที่ตับ ! (หากมีสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอที่จะพาไป)

ตำแหน่งที่อาจไปกักตัวอยู่ได้ คือ ที่ปลายทางของเส้นเลือดฝอยของปอด, ในช่องท้อง ทำนองเดียวกับไข่ตกจากรังไข่หรือ ณ สภาพที่เป็นไขมันพื้นฐานเดียวกัน คือ ที่เต้านม

เราจึงพบซีสต์ที่เต้านมบ่อยๆ ในหญิงแห่งชีววิถีปัจจุบัน !! (ชายก็เป็นได้นะ !)

ที่น่ากลัวและชัดเจนคือ พบมะเร็งปอดในหญิงที่ยืนทอดน้ำมันทุกวัน เนื่องจากสูดไอน้ำมันทรานส์

การรักษาซีสต์ที่เกิดแล้ว คงต้องรอผ่าตัดเอาออก ส่วนการบรรเทาคงได้เพียงน้ำมันปลา และสารต้านอนุมูลอิสระประทังไว้

จึงต้องลงในรายละเอียดที่มาของ (trans fat) ให้ตระหนัก…

อันไขมันทรานส์ trans fat นั้นเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ

1. ไขมันปกติถูกความร้อน 149 – 250 °C ทำให้ Cis form เปลี่ยนเป็น trans form (นอกเหนือจากการอิ่มตัว)

2. จากกระบวนการเติม Hydrogen ในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อกำจัด double bond ของ C atom ในสายโซ่ที่ยังไม่อิ่มตัว เพื่อกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยา ซึ่งจะทำให้เหม็นหืน

เราจึงพบน้ำมัน trans ได้ทั้งจากงานครัวในบ้าน ได้แก่ ของทอด การปรุงด้วยความร้อนจัด ไม่ว่า ผักบุ้งไฟแดง หมูกรอบ ปลาดุกฟู ทอดมัน ไข่เจียวเกรียมๆ หรือของกินนอกบ้าน เช่น ปาท่องโก๋   กล้วยแขก  ไก่ทอด เฟรนซ์ฟราย เนื้อแดดเดียว (แต่น้ำมันทอดมาหลายแดด !) ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหาร

โดยเฉพาะโรตี ที่อาบังเอามาการีน ซึ่งก็คือ เนยเทียม ราคาถูกจากพืช (ผ่านกระบวนการ trans มาเรียบร้อย) นำมาทากระทะแทนน้ำมันหมู แล้วยังราดด้วยน้ำมันพืช หรือทาเนยเทียมอีกชั้น ขณะทอดให้เกรียม เพื่อจะได้ผิวที่กรอบนอกนุ่มใน โห !…พอราดนม โรยน้ำตาลได้ที่ก็สุดอร่อย…(แต่แสนร้าย !!)

แล้วสแน็คขนมกรอบ ขนมปัง แครกเกอร์ พุดดิ้ง แป้งรสกุ้ง รสต่างๆ ล้วนต้องผสมผงกรอบ เนยผงให้มีรสมันนุ่มชุ่มคอ…

ล้วนหนีไม่พ้น trans fat !

จะให้เลิกใช้  trans fat  ก็คงยาก เพราะคงต้องถือหลัก “มีกินดีกว่าไม่มี”

หากคิดจะเลี่ยงขนมหรืออาหารสำเร็จรูปที่ใส่ trans fat ก็คงต้องค้นหาเลเบลฉลากที่อาจมีข้อความว่า ใช้ไขมันดัดแปลง, partially hydrogenated, vegetable shortening ฯลฯ (แต่ปัจจุบันผู้ผลิตมักเลี่ยงการใช้ถ้อยคำเหล่านี้ ไปใช้อะไรที่อ่านไม่รู้เรื่อง)

การเติมไฮโดรเจน เป็นสาเหตุของการเกิดไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนี้

1. ทำลายเยื่อเซลล์ ทำให้เชื้อโรค และสารพิษเข้าเซลล์ได้ง่าย

2. เกิดสารก่อมะเร็ง

3. เปลี่ยนแปลงกลไกของร่างกายในการขจัดคอเลสเตอรอล

4. ขัดขวางการเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในตับ

5. ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูง

6. ลดปริมาณของนมน้ำเหลืองของมารดา

7. เพิ่มโอกาสการเป็นเบาหวาน

8. ลดปริมาณเทสโทสเตอโรน

ส่วนการเติมออกซิเจน ในไขมันไม่อิ่มตัวที่ถูกความร้อนสูง จะทำลายสารต่อต้านการเติมออกซิเจน (antioxidant) ที่มีอยู่ จึงเกิดขบวนการเติมออกซิเจนขึ้น และเกิดผลเสียต่อสุขภาพยิ่งกว่าการเติมไฮโดรเจน เพราะทำให้เกิด cross-linking, double bond shift, cyclization, fragmentation  และ polymerization   เรียกว่าเกิดทั้งทรานส์ และประการอื่นอีกเพียบ เกิดเป็นผลร้ายต่อสุขภาพอย่างมาก

“Cyst จึงเกิดจาก trans ในขณะที่ trans นั้นมาจาก Cis”

การตรวจหาซีสต์ในร่างกาย เช่น เต้านมนั้นค่อนข้างยาก นอกจากก้อนโตจนรู้สึก เจ็บหรือคลำได้ จะอุลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ ก็มักไม่พบเนื่องจากเป็นเนื้อเยื่ออ่อนมิใช่สารที่ทึบรังสี

บังเอิญมีวิธีนอกกรอบที่ผู้มีประสบการณ์ตรง รายงานให้ทราบหลังจากใช้ชีวโมเลกุลเสริมสร้างเต้านม

พอทานไปได้ 4 – 5 วัน ก็รู้สึกคัดตึง แล้วมีจุดกดเจ็บ คลำได้เป็นก้อนชัดเจนขึ้นมา ไปตรวจจึงพบว่าเป็นซีสต์ ซึ่งหากไม่เข้าใจกลไกการเกิดก็อาจเข้าใจผิดว่า ชีวโมเลกุลไปก่อซีสต์

ข้อเท็จจริงคือ ซีสต์นั้นมันค่อยๆ เจริญงอกงาม กว่าจะเกิดเป็นก้อน เป็นผนังที่ทึบตันได้โดยรอบ แล้วของเหลวของเสียภายในซึมออกไม่ได้ สะสมมาเรื่อยๆ นั้น ต้องใช้เวลาหลายปี ไม่มีสารวิเศษใดไปบันดาลให้เกิดก้อนเนื้อขึ้นมาได้ปัจจุบันทันด่วน (ถ้ามีโดยไม่ต้องศัลยกรรมเสริม คงจะดังระเบิด)

แต่การที่ชีวโมเลกุลไปซ่อมเสริม บำรุงให้เซลล์ปกติของเต้านมที่ห่อเหี่ยวอับเฉาอยู่ เกิดการแบ่งตัว อีกทั้งได้อาหารดี เช่น น้ำมันปลาเพิ่มเติม ก็เลยเติบโตขึ้นมา (แต่ก็ได้ระดับหนึ่ง คือ ½ – 2 นิ้ว และไม่ทุกรายหากอายุมากแล้ว)

ครั้นพอมีมวลเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ภายใต้ผิวหนังที่ยังขยายไม่ทัน ก็ย่อมเกิดคัดตึง เป็นธรรมดา

แล้วคนที่มีก้อนซีสต์หลบซ่อนอยู่ ก็อาจถูกเนื้อเยื่อรอบๆ ที่เพิ่มขึ้นเบียดดันขึ้นมา จนรู้สึกเจ็บ คลำได้

จึงน่าจะใช้ชีวโมเลกุลสูตรเสริมสร้างต่อมน้ำนม ช่วยการค้นหาซีสต์ให้เจอแต่เนิ่นๆ เพราะเก็บไว้นานๆ ก็มีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้ายได้เหมือนกัน (แต่อย่าวิตกมากเพราะเป็นกันค่อนข้างมากในหญิงจนผ่าตัดออกกันไม่หวาดไม่ไหว คุณหมอเลยใช้วิธีว่า “อยากผ่าก็มาบอก” เป็นส่วนใหญ่)

ส่วนการเข้าใจว่า สารชีวโมเลกุลไปทำให้ซีสต์ หรือแม้แต่มะเร็ง เติบโตเร็วขึ้นก็เป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากเซลล์มะเร็ง เนื้อร้ายผิดปกตินั้นได้เปลี่ยนสถานะภาพกลายพันธุ์ (เพี้ยน) ไปจากเดิมมากแล้ว เช่น แบ่งตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง หากเยื่อหุ้มที่ล้อมรอบก้อนเนื้อร้ายไว้แตก ก็มักกระจายไปทั่วตัว ตัวเนื้อร้ายนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นพวกไม่ชอบออกซิเจนในการเผาผลาญ ดังเช่นเซลล์ปกติ (เนื่องจากขาดเอนไซม์ที่ใช้ออกซิเจน) ชอบน้ำตาล ภาวะกรด ใช้เกลือโซเดียมเป็นโครงสร้างหลัก เป็นต้น ส่วนสารชีวโมเลกุลเป็นเพียง เปปไทด์โปรตีนธรรมดา เหมือนเนื้อตุ๋น และปริมาณน้อยมาก มิใช่อาหารที่เซลล์มะเร็งชอบ

นอกจากไม่กระตุ้นเซลล์มะเร็งเนื้อร้ายแล้ว ชีวโมเลกุลยังไปซ่อมเสริมสภาพของเนื้อเยื่อปกติรอบๆ ให้ทำงานได้แข็งแรง ปิดกั้นการเจริญผ่าเหล่าของเนื้อร้ายอีกแรงหนึ่ง แต่คงมิใช่ยารักษามะเร็ง เนื่องจากต้านไม่อยู่ (อ่านเพิ่มเติม “ความรู้สู้มะเร็ง” ในเรื่องมะเร็งพ่าย)

การดูแลในผู้เป็นซีสต์ ในช่วงที่ยังไม่ผ่าตัด รวมถึงวิธีระวังป้องกัน จึงต้องเลี่ยงไขมันทรานส์ทั้งหลาย โดยน่าจะลดโอเมก้า6 หรือน้ำมันพืชลงด้วย

เพิ่มน้ำมันปลา หรือกินปลาบ่อยๆ

อย่าให้ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะ โอพีซี กลูต้าไทโอน และกรดไลโปอิค (ใช้แบบเม็ดเดียวอยู่)  เพิ่มสภาพด่างด้วยแมกนีเซียมและโปแตสเซียม (ผักต้มตุ๋นมีมาก) อีกทั้งเบต้ากลูแคน

เลือกอาหารสุขภาพ ผักผลไม้หลากสี โดยเฉพาะ 5 สุดยอดผลไม้

ระวังหลีกเลี่ยงสภาวะกรดทั้งหลาย เช่น โปรตีน ไขมัน ของที่หวานมากเกินไป ลดเกลือโซเดียมทั้งแบบเค็ม หรือไม่เค็ม (เช่นผงชูรส)

ออกกำลังกายให้พอเหนื่อย (60% MHR)